ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน
 

รองประธานาธิบดีสี จิ้น ผิง กลายเป็นประธานาธิบดี และ หัวหน้าพรรคคอมมิวนิสต์ แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นคนต่อไป แทนที่ประธานาธิบดีหู จิน เทา ที่จะหมดวาระในการดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ในปีนี้

ชีวิต 7 ปี ของนายสี จิ้นผิงในพื้นที่อันห่างไกลของจีน ในเขตเหลียงเจียเฮอ เขาต้องทำงานหนักและตรากตรำร่วมกับชาวบ้าน และนอนบนพื้นอิฐแข็งๆ แตกต่างกับชีวิตช่วงวัยเด็กของเขาในกรุงปักกิ่ง


นายสี จิ้น ผิง เกิดที่กรุงปักกิ่ง เมื่อเมื่อเดือนมิถุนายนปี 1953 เป็นบุตรชายของนาย สี จอง ชุน อดีตรองนายกรัฐมนตรี และเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนการปฎิรูปเศรษฐกิจคนสำคัญ ที่มีความสนิทสนมกับนายเหมาเจ๋อตุง

 

เขาเริ่มทำงานตั้งแต่อายุ 15 โดยถูกส่งไปทำงานในหมู่บ้านห่างไกลในเขตเหลียงเจียเฮอ มณฑลสั่นซีเป็นเวลา 7 ปี ซึ่งตลอดเวลาที่เขาทำงานอยู่ที่นั่น เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในสมัยเผยว่า นายสี จิ้น ผิง เป็นคนที่จริงใจและมีความซื่อสัตย์ และเป็นที่รักของทุกคนด้วย


จากนั้นนายสี จิ้น ผิง ได้เข้ารับการศึกษาระดับปริญญาสาขาเคมี ที่มหาวิทยาลัย ซิงหวา ในกรุงปักกิ่ง ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่ผลิตบุคคลเก่ง มาเป็นผู้นำจีนหลายต่อหลายคน เช่น ประธานาธิบดี หู จินเทา

 

 

 

 

สิ่งที่เห็นได้ชัดในตัวเขาก็คือ นายสีเป็นคนที่เฉลียวฉลาด และค่อยๆเติบโตในเส้นทางการเมืองอย่างช้าๆทว่ามั่นคง โดยมีชีวิตสองด้านที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ด้านแรก เขามาจากครอบครัวชนชั้นสูงและการศึกษาที่ดี และจากบิดาที่เคยมีสายสัมพันธ์ที่ดีกับนายเหมาเจ๋อตุง บิดาแห่งพรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งถือเป็นข้อได้เปรียบของเขาโดยเฉพาะในด้านการเมือง ขณะเดียวกัน เขาก็ประสบความสำเร็จในการบ่มเพาะความเชื่อบางอย่างในฐานะประชาชนธรรมดา กระทั่งได้รับการยอมรับจากคนทั่วไป เขาเคยแม้กระทั่งปฏิเสธตำแหน่งทางการเมืองในกรุงปักกิ่งเมื่ออายุได้ 20 ปีเศษ เพื่อกลับไปยังที่ที่เขาเคยจากมา

 

การถูกส่งตัวไปยังเขตเหลียงเจียเฮอ ไม่ได้เป็นสิ่งที่เขาปรารถนาตั้งแต่แรก การอาศัยในถ้ำดินที่ถูกขุดขึ้นไม่ใช่เรื่อสนุก เขาเคยพยายามหลบหนีออกมาหลายครั้งและถูกส่งตัวกลับ ชาวบ้านที่นั่นยังจำเด็กหนุ่มที่เป็นหนอนหนังสือได้ดี

ฉีชวนหยาง เพื่อนของนายสีในสมัยนั้นเปิดเผยว่า นายสีเป็นคนจริงใจและทำงานหนักเคียงบ่าเคียงไหล่กับชาวบ้าน เขายังเป็นหนอนหนังสือตัวยง และมักจะนำหนังสือเล่มหนาติดตัวไปด้วยเสมอ

 

 

 

 

พ่อของนายสี ถูกปลดจากตำแหน่งเมื่อปี 1962 ขณะที่ตัวเขาถูกส่งไปยังเขตเหลียงเจียเหอ เมื่อปี 1969 ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการที่ริเริ่มโดยเหมาเจ๋อตุง เมื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่เยาวชนที่อาศัยอยู่ในเมือง ระหว่างช่วงการปฏิวัติวัฒนธรรมที่โกลาหล เมื่อถูกส่งตัวกลับมายังกรุงปักกิ่งในอีก 7 ปีต่อมา เขาก็ถูกส่งตัวไปยังค่ายแรงงานนานกว่า 6 เดือน

 

นายสี เคยกล่าวระหว่างการสัมภาษณ์กับนิตยสารจีนฉบับหนึ่งเมื่อปี 2001 ว่า ชาวบ้านที่นั่นต้องใช้ชีวิตด้วยความยากลำบาก เมื่อใดก็ตามที่เขาต้องเผชิญกับปัญหา เขาจะคิดว่า เป็นเรื่องยากเพียงใดกว่าจะเรียกคืนสิ่งหนึ่งสิ่งใดกลับมา และเมื่อคิดเช่นนั้นได้ ก็ไม่มีสิ่งใดยากเกินไป หลังจากนั้น เขาได้กลับไปยังเขตเหลียงเจียเหอเพียงครั้งเดียวในปี 1992 ซึ่งเขาได้มอบนาฬิกาปลุกในแก่ทุกครอบครัวที่นั่น

chn

ทั้งนี้ การก้าวเข้าสู่เส้นทางการเมืองของนายสี จิ้นผิง ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เขาพยายามเข้าร่วมพรรคคอมมิวนิสต์อย่างน้อย 9 ครั้ง แต่ก็ถูกปฎิเสธ เนื่องจากประวัติทางการเมืองของพ่อเขา แต่สุดท้ายก็ได้เข้าร่วมพรรค เมื่อปี 1974 ก่อนที่ได้ศึกษาวิชาสังเคราะห์ อย่างมีอินทรีย์พื้นฐาน ที่คณะอุตสาหกรรมเคมีของมหาวิทยาลัยชิงหวา และหลังจากการถึงแก่อสัญกรรมของนายเหมา บิดาของเขาก็กลับเข้าสู่วงการเมืองอีกครั้ง ก่อนที่จะรับตำแหน่งเลขานุการสำนักงานคณะรัฐมนตรีจีน สำนักงานคณะกรรมการการทหารส่วนกลางของจีน ให้กับนายเก๋งเปียว รัฐมนตรีกลาโหม สหายสนิทของบิดาของเขา


3 ปีต่อมา เขาได้รับตำแหน่งรองเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ของอำเภอเจิ้งติ้ง มณฑลเหอเป่ย ซึ่งที่นั่นชาวบ้านยังคงใช้รถม้าเป็นยานพาหนะ โดยให้เหตุผลว่าต้องการเอาชนะอุปสรรคและงานหนัก เพื่อให้ได้สิ่งที่ยิ่งใหญ่ตอบแทน

 

ขณะที่อยู่ที่นั่น เขาได้ร้องขอสถานีโทรทัศน์ซีซีทีวี ให้มาถ่ายทำละครที่สร้างจากวรรณกรรมคลาสสิคของจีนเรื่อง "ความฝันในหอแดง"ที่เมืองเจิ้งเติ้ง เพื่อหวังดึงดูดนักท่องเที่ยว และได้สร้างสถานที่ถ่ายทำอย่างเต็มรูปแบบ  นายเหลียงเฉียง ซึ่งทำหน้าที่ดูแลการผลิตละครในสมัยนั้น เปิดเผยว่า นายสีเป็นคนหัวก้าวหน้า วิธีดังกล่าวช่วยสร้างงานและเงินให้แก่ชาวบ้าน กระทั่งปัจจุบัน ที่นั่นยังคงมีนักท่องเที่ยวไปเยือนไม่ขาดสาย

 

หวัง ยู่อุย อดีตเพื่อนร่วมงานของเขาที่เมืองเจิ้งเติ้ง กล่าวว่า นายสีมักขี่จักรยานไปรอบๆเมือง โดยสวมชุดเหมือนพ่อครัวในกองทัพ แนะนำตัวเองว่าเป็นเลขาฯ พรรคประจำเขต และมักกล่าวยืนยันว่าการได้มาทำงานที่นี่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆกับบิดาของเขา เขามักใช้ชีวิตเช่นเดียวกับชาวบ้าน และไม่เคยแสดงอภิสิทธิ์ใดๆ

 china

ทั้งนี้ การไปทำงานที่นั่น กลายเป็นการปกป้องเขาจากข้อกล่าวหาการเล่นพรรคเล่นพวก และสร้างเครดิตให้เขากลายเป็นผู้นำที่เข้าใจหัวอกของชาวบ้านและชนชั้นแรงงาน จากที่เคยเข้าใจกันว่าเขาใช้เส้นสายและอำนาจของบิดาในการขอความสนับสนุนต่างๆจากรัฐบาลกลางในปักกิ่ง


ในปี 1985 นายสี ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งกรรมการประจำคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน และรองนายกเทศมนตรีเมืองเซี่ยเหมิน มณฑลฝูเจี้ยน ในช่วงที่จีนเริ่มต้นการปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ในช่วง 17 ปีต่อมา เขาสร้างชื่อเสียงจากการดึงดูดการลงทุน และการละเว้นที่จะจัดงานเลี้ยงสังสรรค์เพื่อเอาใจทางการ ที่ห้องโถงอาคารสำนักงาน เขาแขวนป้ายผ้่ที่มีประโยคว่า "ทำให้สำเร็จ"

 

ต่อมาในปี 2000 จึงได้รับตำแหน่งรองเลขาธิการคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์แห่งมณฑลฝูเจี้ยน ผู้ว่าราชการของมณฑลฝูเจี้ยน ในระหว่างนั้น เขาได้ศึกษาวิชาทฤษฎีการเมือง และแนวคิดของลัทธิมาร์คในสถาบันสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ของมหาวิทยาลัยชิงหวา และจบปริญญาเอกด้านนิติศาสตร์

chn
ในปี 2003 นายสีได้ขึ้นเป็นเลขาธิการคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์ของมณฑลเจ้อเจียง ผู้อำนวยการคณะกรรมการประจำสภาผู้แทนประชาชนมณฑลเจื๋อเจียง แหล่งเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมเอกชน ที่นั่นเขาต้องเผชิญศึกหลายด้าน ทั้งจากนักการเมืองท้องถิ่นที่ไม่นิยมแนวคิดคอมมิวนิสต์ และการเคลื่อนไหวของกลุ่มคริสต์ใต้ดิน หลี ไป่กวง ทนายนักสิทธิมนุษยชนที่เจ้อเจียงในขณะนั้นกล่าวว่า นายสีจะไม่กระทำการใดๆเพื่อลดทอนอำนาจการควบคุมของพรรคคอมมิวนิสต์ แต่อย่างน้อยที่สุด เขาก็ยังคงแสดงความห่วงใยต่อชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรและคนธรรมดา

 

ผลงานของนายสี เริ่มเป็นที่รู้จัก ทำให้เขาได้รับการแต่งตั้งจากพรรคคอมมิวนิสต์ ให้ดำรงตำแหน่ง รักษาการเลขาธิการพรรคตอมมิวนิสต์สาขาเซี่ยงไฮ้ เมื่อปี 2007 ระหว่าง 7 เดือนที่รักษาการ เขาพัฒนาความสัมพันธ์ กับ เจียง เจ๋อหมิน อดีตเลขาธิการพรรคและแกนนำคนสำคัญของกลุ่มผู้นำรุ่นที่ 3 ของจีน

 

หลังจากการทำงานช่วงสั้นๆที่นั่น เขาได้รับการเลือกให้เป็นคณะกรรมการประจำของกรมการเมือง และ กลายมาเป็นรองประธานาธิบดีจีน ในปี 2008 ซึ่งทำหน้าที่ดูแลมหกรรมกีฬาโอลิมปิก 2008 ที่กรุงปักกิ่ง

 

ครั้งหนึ่งเขายังเคยกล่าวในเชิงสั่งสอนต่อนายเลออน พาเน็ตตา รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ต่อประเด็นการอ้างกรรมสิทธิ์ในหมูเกาะในทะเลจีนตะวันออกที่มีข้อพิพาทกับญี่ปุ่น สตีฟ ซาง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยตำรวจจีน มหาวิทยาลัยน็อตติงแฮม กล่าวว่า ประเทศเพื่อบ้านของจีน ซึ่งรวมถึงสหรัฐฯ ควรเตรียมพร้อมที่จะเห็นรัฐบาลจีน ภายใต้การนำของนายสี จิ้นผิง แสดงท่าทีที่แข็งกร้าวยิ่งกว่ารัฐบาลของนายหู จิ่นเทา

 

 

 

 

ส่วนชีวิตครอบครัวนั้น ภรรยาของเขาคือนางเผิง หลี่หยวน วัย 49 ปี เป็นอดีตนักร้องเพลงลูกทุ่ง ที่ผันตัวมาเป็นทหารยศนายพลที่มักขึ้นเวทีร้องเพลงปลุกใจ ขณะที่ลูกสาวของเขา สี หมิงเซอ ขณะนี้กำลังศึกษาที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด

 

นายสีโปรดปรานหนังฮอลลีวู้ด โดยเฉพาะเรื่อง"เซฟวิง ไพรเวท ไรอัน" และยังเคยไปเยือนสหรัฐฯหลายครั้ง โดยครั้งล่าสุด เขาได้ลงสนามร่วมกับทีมบาสเก็ตบอลแอลเอ เลคเกอร์ส และแวะที่รัฐไอโอวา เพื่อเยี่ยมครอบครัวที่เขาเคยพักอาศัยด้วย ขณะที่เคยมาแวะพักเมื่อปี 1985 เมื่อถูกเด็กนักเรียนที่นั่นถามถึงงานอดิเรก นายสีกล่าวว่า เขาชอบว่ายน้ำ ดูรายการกีฬา และกล่าวติดตลกว่า การหาเวลาว่างของเขาเป็นเหมือน"มิชชัน อิมพอสซิเบิล"

 

ด้านนายจอน ฮันต์สแมน อดีตทูตสหรัฐฯประจำกรุงปักกิ่ง มองว่า นายสีเป็นคนที่แตกต่างจาก หู จิ่นเทา ผู้นำคนปัจจุบันอยู่มาก

 

"เขาเป็นคนที่คุณเข้าถึงได้"

 

ที่มา:http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1352971842&grpid=03&catid=&subcatid=

 

 

Go to top