สัมผัสแรกของความเปลี่ยนแปลง ตอนที่ 2 โดย ไอ้หัวเป็ด โคราช

T277

6 เดือนต่อมา หลังจากวันนั้น หลังรอยยิ้มแห่งความสุขของทุกตัว ปล่อยวางมุมมืดในใจเก็บกักความทรงจำที่หวาดหวั่น กาลเวลาลบเลือนรอยอดีตได้จริงๆ หรือ และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ลูกสุนัขสีฟ้าตัวแรกของประเทศ “โมโซไซตี้” จึงได้เป็นส่วนหนึ่งของชุมชนศาสนสถานแห่งนี้ ฤดูแรกของลมหนาวผ่านไป เด็กเติบโตขึ้นภายใต้การดูแลของบาทหลวง “กะทิชัย” ผู้เปลี่ยมด้วยเมตตา และแม่ชีเฒ่า “จู ซิสเตอร์” เด็กน้อยจึงเป็นที่รักของหลวงพ่อ และแม่ชีเฒ่า ทั้ง 2 ตัว มอบความรักให้เด็กประหนึ่งว่าเป็น “บุตรในอุทร” ของตน และยังถ่ายทอดวิชาความรู้เบื้องต้นของ ”ศาสนพิธี” อ่านเขียนธรรมบท และ “พระวจนะ” แห่งคำสอนของพระเจ้า จากหลวงพ่อ กะทิชัย เรื่องราวความเป็นไปภายในธรรมสถานแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวน้อยใหญ่ หาได้พ้นสายตาที่เฝ้ามองการเปลี่ยนแปลงของสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นไป ไม่มีเรื่องใดเลยจะพ้นสายตาของเขา “ผู้ดูแลสุสานโบราณของโบสถ์” ชายผู้ทำตัวลึกลับ น่าสะพรึงกลัวในรูปลักษณ์ภายนอก ตาแก่ในชุดคลุมยาวสีเทาหม่น ใส่หมวกปีกติดบนศีรษะตลอดเวลา หนวดเครา ขาว ครึ้มเต็มใบหน้า ดูเป็นที่หวาดหวั่นของสุนัขในชุมชน ภายในท่าทางที่ไม่เข้าสังคม และการไม่ช่างพูด แต่หากส่วนลึกแล้ว เขาคือ นักบุญผู้เปลี่ยมเมตตาตัวหนึ่ง ผู้เฒ่า ผู้รับใช้ศาสนจักรด้วยความซื่อสัตย์ของโบสถ์นี้ มองเห็นการเปลี่ยนแปลง ปรับเปลี่ยนของ “บาทหลวง” มาหลายรุ่นแล้ว สุนัขในชุมชน “โมโซไซตี้” ส่วนใหญ่เรียกเขาว่า “ตาเฒ่า กั๊ป” ความลับที่มิอาจให้ใครล่วงรู้ได้ จึงหนีไม่พ้นสายตาของ ตาเฒ่า กั๊ปหากแต่ทั้งสามตัว รู้ดีว่าควรทำเช่นไร จึงได้แต่หวังเพียงเฝ้ามองการเติบโตของลูกสุนัขสีฟ้า อย่างเงียบๆ

“ชู” เป็นชื่อของลูกสุนัขสีฟ้า ที่บาทหลวงใช้เรียกแทนตัวเด็ก หนูน้อยที่ถูกทิ้งในตะกล้าสีดำในวันนั้น ความโดดเดี่ยวคือแผลเป็นในใจ มันเป็นปมลึกเกาะกินสำนึกของความโหยหาไออุ่นจากความรักของ พ่อ แม่ ทุกครั้งที่ “ชู” มองเห็นเด็กๆ ที่มาโบสถ์ ในวันอาทิตย์ เด็กในวัยเดียวกันที่พร้อมหน้าครอบครัว พ่อ แม่ ลูก มันทำให้ “ลูกสุนัขสีฟ้า” เฝ้าแต่ตั้งคำถามภายในใจ พ่อ แม่ของเราอยู่ไหนหรือ ทุกครั้งที่ถามหลวงพ่อ กะทิชัย หรือแม่ชีจู ก็มักจะได้คำตอบแบบขอไปที หรือเลี่ยงที่จะตอบ แต่มีอยู่คำหนึ่งซึ่งคุณพ่อพูดอยู่เสมอ “เธอ คือบุตรของพระเจ้า ยังไงละ” หรือ ก็ “ชู” เป็นลูกของพ่อไงเล่า ความรู้สึกที่แท้จริงของความอยากรู้ของชู ถูกเก็บซ้อนความจริงในส่วนลึกของผู้ดูแลเลี้ยงดู “ซักวันนะ ชู ความจริงก็ต้องถูกเฉลย” (ในทุกแววตาแห่งความหวังดี มันบอกเช่นนั้น) ภายใต้ผ้าคลุมดำทะมึน และร่างกายที่ฉาบทาด้วยสีเทาเข้มบนผิวที่เคยเป็นสีที่ผิดแผกแตกต่างจากสุนัขทุกตัวของโมโซไซตี้ เป็นเรื่องยากที่จะทำให้ใครยอมรับได้ สีที่อ่อนกว่าผ้าคลุมสีดำ ที่ทาบนร่างกายนั้นมันทำให้กลมกลืนไปกับสีผ้าคลุม ระหว่างช่องของผิวที่เผยให้เห็นลูกตาสีขาวของลูกสุนัข “ชู” ลอยเด่นในความสลัวในยามค่ำคืน และเมื่อสะท้อนกับแสงไฟสีขาวเกิดประกายเจิดจ้า อย่างน่าขนลุก หากแต่สายตาคู่นั้นแฝงไว้ด้วยความเศร้าในจิตใจ บุคลิกภาพที่แท้ถูกเก็บซ้อนภายในผ้าคลุมสีดำ ด้วยการเสแสร้ง แสดงภาพลักษณ์ของความไม่มั่นใจในตนเอง เผยส่วนลึกที่แฝงไว้ด้วยความกลัวเก็บซ้อนความลับที่ถูกยัดเยียดโดยธรรมชาติที่ผิดเพี้ยน เป็นเรื่องที่ยังไม่เข้าใจ ในความพิเศษของตน ความต่างจากเพื่อนวัยเดียวกัน ทำให้ “ชู” ต้องอาศัยอยู่อย่างโดดเดี่ยว ท่ามกลาง ฝูงสุนัขศาสนิกชน ภายในศาสนสถานแห่งนี้ ชีวิตของ”ชู” จึงต้องเก็บตัวภายในห้องใต้ดินของโบสถ์ ในเวลากลางวัน รอคอยดวงตะวันทอแสงอ่อนของสีขาวอมเทา รอแสงสุดท้ายหายลับพ้นขอบฟ้า อาศัยความมืดของค่ำคืนแฝงตัวในฝูงชน สร้างโลกส่วนตัวขึ้นอย่างเดียวดาย บนท้องถนนของเมืองในความมืดสลัว มีเพียงแสงไฟสีขาวนวลเทาเล็กๆ สองข้างทาง เป็นไฟทางประจำเมืองที่จุดขึ้นด้วยน้ำมันวาฬ ส่องแสงนำทางในความมืดของเมืองใหญ่ “โมโซไซตี้”

คืนนั้นเมื่อ ชู กลับสู่ห้องใต้ดิน หลวงพ่อ กะทิชัย นั่งรออย่างกระวนกระวายใจ ด้วยความห่วงกังวล ทันทีที่ ชู ก้าวขาพ้นบานประตูสีเทา 60 % ของห้องใต้ดินที่มืดทึบอับแสงขาวของดวงตะวันภายนอก มันมืดมิดไม่ต่างจากชีวิตเราเลย ความน้อยเนื้อต่ำใจของเสี่ยวความคิดบังเกิดขึ้นขณะพ้นประตู แสงของเทียนไขส่องแสงขาวนวลอมเทาที่เริ่มจะหม่นลงทุกขณะ ด้วยถูกใช้งานมานานพอสมควร เมื่อลมในช่องระบาย ภายในห้องใต้ดินของโบสถ์ พัดเปลวไฟกระเพื่อม แสงสว่างสีขาวอมเทาหม่นสาดแสงไหวๆ ไปยังใบหน้าของผู้รอคอย ในใบหน้าที่เปลี่ยมด้วยเมตตาของ คุณพ่อกะทิชัย มันเหมือนท่านยิ้มตลอดเวลา “ไปไหนมาซะนานเลย คงเข้าใจนะว่าเราไม่เหมือนตัวอื่นเขา” “รู้แล้วนะ” ทุกครั้งก็เป็นอย่างนี้ “ผมจะทนไม่ไหวแล้วนะหลวงพ่อ” อาการไม่พอใจในชีวิต “ชู” แสดงความก้าวร้าวออกมาต่อหน้าบาทหลวง เป็นครั้งแรก ตั้งแต่เริ่มจำความได้ หลวงพ่อให้ทำอะไร แบบไหน “ชู” ไม่เคยปฏิเสธ ที่จะทำตามโดยดุษฎี ใบหน้าเหี่ยวๆ ที่ยืนอย่างไม่พอใจข้างๆ บาทหลวงคือ แม่ชีจู “ทำไมพูดกับท่านอย่างนั้นละ” เด็กไม่ดี เสียงตัดพ้อต่อว่าจากแม่ชีเฒ่า “ช่างผมเถอะ จู ซิสเตอร์” ผมมันเป็นสัตว์ประหลาดสำหรับทุกตัวอยู่แล้วนี้ ไม่มีใครเข้าใจผมหลอก หลวงพ่อ และแม่ชีเฒ่า สลดกับคำพูดของ ชู “ ไม่จริงหลอกลูก พ่อ กับแม่ชีไง ยังรักลูกเสมอ ไหนจะพระเจ้าอีกที่รักลูก สิ่งที่บาทหลวงพูด ยิ่งเป็นแรงกระตุ้นอารมณ์ของ ชู ให้กระเพื่อมเหมือนคลื่นน้ำเมื่อเกิดพายุพัดเข้าหาฝั่ง ในอัตตาความเร็วสูง ไม่ว่าสิ่งใดที่ถูกคลื่นซัด ย่อมพังไปตามแรงของความเคลื่อนไหวของน้ำ ให้ แหลกลาญ ริมฝั่งนั้น ดั่งจิตใจอันเปาะบางของ ชู ในขณะนี้

ที่หน้าเตาผิงเล็กๆ ภายในห้องใต้ดิน สะเก็ดลูกไฟที่ปลิวขึ้นสู่ปล่องไฟของห้องใต้ดิน เกิดเป็นประกายแสงส่องสว่างสีขาวปนเทาอ่อน และควันจางๆ สีขาวอมเทาอ่อน เม็ดลูกไฟแตกกระจายพวยพุ่ง ด้วยแรงเขี่ยเพื่อให้ไฟติดฟืนลุกโพลงขึ้น เงาที่ย้อนแสงสีขาวของเตาผิง เงาดำทะมึนของผู้ดูแลสุสานของโบสถ์ เคลื่อนไหวไปมาอยู่หน้าเตาผิงอย่างเงียบๆ หากแต่รับรู้ถึงทุกอารมณ์ของผู้สนทนา ทุกๆ ถ้อยคำที่ทั้งสามตัวคุยกัน หาได้เล็ดลอดจากประสาทสัมผัสของ ตาเฒ่ากั๊ป ทุกคำพูดนั้น เฒ่ากั๊ป ได้แต่รับรู้ไว้อย่างเงียบๆ ไม่แสดงอาการใดๆ เป็นผู้เฝ้าสังเกตอย่างเข้าใจ

“อย่าแตะตัวผม” ชู ปฏิเสธการปลอบประโลมของหลวงพ่อกะทิชัย “เอาละตามใจเธอก็แล้วกัน” หลวงพ่อชะงักอารมณ์ เก็บอาการความรู้สึกให้เป็นปกติ หลับตาลงก้มหน้า น้ำตาแห่งความสงสารมันไหลออกมา ด้วยคำพูดของ ชู มันช่างทำร้ายจิตใจของความหวังดีที่หลวงพ่อมีให้ แม่ชีเฒ่าร้องไห้ออกมาเบาๆ สะกดกั้นน้ำตา หากแต่ไม่เป็นไปตามใจ ยังความฝืนยิ้มแสลงเก็บอาการชองความเศร้า จึงได้แต่หันหน้าไปทางเตาผิงคุกเขาพนมมือไว้ที่อก ก้มหน้าร้องไห้ ปากก็พร่ำสวดอ้อนวอนพระเจ้า “ขอพระเจ้าทรงเมตตาด้วยเทอญ” มันเป็นความกรุณาส่งสารของความไม่สมปรารถนา “ลูกเอ๋ย ซักวันอะไรๆ อาจจะดีขึ้นก็ได้ แม่จะขอพรให้เจ้าเสมอ” ด้วยหวังเพียงปาฏิหาริย์แห่งรัก จะเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งได้ เป็นถ้อยคำที่แม่ชีจู ซิสเตอร์ พูดก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นหันไปมองชู ใบหน้าเหี่ยวๆ ต้องแสงไฟของเตาผิง อาบไปด้วยน้ำตาของความเสียใจ ก่อนที่จะก้มหน้าลงอย่างสงบ “ไม่เป็นไรนะ ปล่อยๆ ไปก่อนเถอะครับ แม่ชี” คำพูดปลอบประโลมของ บุรุษในเงามืด ตาเฒ่ากั๊ป จับไหลแม่ชีเฒ่า ที่นั่งคุกเข่าหน้าเตาผิงร้องไห้เสียใจอยู่ในขณะนั้น เพียงสัมผัสให้รู้ว่า “เธอทำดีที่สุดแล้ว” ไม่ต้องคิดมากหรอก จู ซิสเตอร์

ความผิดหวังของสิ่งที่ไม่สมดั่งใจ อารมณ์ของวัย เด็กหนุ่ม ชู มองเหตุเบื้องหน้าเป็นแค่เพียงปัญหาของตนเองเพียงอย่างเดียว ไม่เปิดใจรับรู้สัมผัสถึงความเสียใจ ของความทุกข์ภายในใจของกลุ่มผู้หวังดีที่มอบความรัก ความห่วงใย คอยปิดบังความลับของตน เก็บซ้อนความจริงอันน่าสะพรึงกลัว เพียงเพื่อให้ชีวิตน้อยๆ นั้น ได้ดำรงค์อยู่อย่างปกติสุข และปลอดภัยในสังคม โมโซไซตี้ แห่งนี้

ประตูสีดำทะมึน ที่กลมกลืนไปกับความมืดภายในห้องใต้ดิน เป็นประตูทางออกลับ มันสามารถทะลุไปอีกฝากหนึ่งของโบสถ์ ประตูห้องใต้ดินที่เชื่อมทางลับออกไปยังหลังสุสาน ด้านหลังสุสานเป็นทุ่งข้าวโพด มีโรงนาเก่าๆ สำหรับเก็บอุปกรณ์ และผลิตผลทางการเกษตร เมล็ดพันธุ์ตากแห้งเพื่อใช้ปลูกในฤดูต่อไปของโบสถ์ จากการดูแลของตาเฒ่ากั๊ป เป็นแหล่งอาหารหลักของศาสนสถานแห่งนี้ ที่เฒ่ากั๊ปปลูกเอง บนพื้นที่อันอุดมสมบูรณ์หลายร้อยเอเคอร์ กว้างสุดลูกหู ลูกตา สามารถทำไร่ข้าวโพด 2 - 3 ครั้งต่อปี ด้วยมีลำธารสายเล็กๆ มีน้ำตลอดทั้งปีไหลผ่าน ของสุดพื้นที่ไร่ข้าวโพด ป่าเขารอบบริเวณอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพันธุ์นาๆ ชนิด สัตว์ป่าน้อยใหญ่ ลำธารใสสะอาดนั้น ทางโบสถ์ได้ทำการทดน้ำขึ้นมาใช้ จากพลังงานกังหันลมขนาดใหญ่ ที่ชาวบ้านในโมโซไซตี้ ช่วยลงแรงร่วมใจสร้างขึ้นถวายให้ศาสนจักรแห่งนี้ ด้วยความศรัทธา

ภายใต้อารมณ์ คับคั่ง สับสน โหยหาความจริง “ชู” เบือนหน้าหนีความหวังดีของทุกคน ก้มหน้าร้องไห้ วิ่งฝ่าแสงสลัวของเปลวเทียน ที่ไหวตามแรงเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วของชู หายเข้าไปภายในประตูลับ ด้วยความสะเทือนอารมณ์ที่สั่งสมมานาน กลับความจริงที่ไม่มีใครสามารถอธิบายให้ฟังได้ น้ำตาแห่งความรันทดชีวิต ชูวิ่งทะยานออกไปในความมืดอย่างลืมตัว ขาดสำนึกในห้วงความคิดชั่วขณะนั้น ไม่รู้เลยว่าตนจะไปโผล่ที่หลังสุสาน ไร่ข้าวโพด ต้องหยุดด้วยความเหนื่อย ก้มหน้าหอบหายใจแรงอ่อนล้า ทั้งคราบน้ำตาที่เปียกชุ่มผ้าคลุมหน้า มันทำให้สีเทาเข้ม ที่ทาผิวส่วนใบหน้าหลุดลอกเผยผิวสีฟ้าเดิมๆ ขึ้นมา สีผิวที่สะท้อนในความมืดมิด บังเกิดแสงสว่างสีฟ้าเรื่อๆ ออกมาตัดความมืดสีดำ ตามเส้นทางที่วิ่งผ่าน ทั้งสองฝั่งเต็มไปด้วยต้นข้าวโพดสูงท่วมหัวสุดสายตาเบื้องหน้าทะมึน ทึนทึก ประกายสีฟ้าของผิว เปล่งแสงสว่างที่แปลกออกไป อย่างน่าตกใจ หากขณะนั้นมีใครผ่านมาพบคงไม่เชื่อสายตาตัวเองในปรากฏการณ์ อันแสนประหลาดนี้เป็นแน่

จากจุดที่ชูยืน บนทางสีดำมืดมิด บัดนี้มันระเรื่อเจือแสงสีฟ้าสุกสว่างในยามค่ำคืน ดั่งแสงนวลขาวของพระจันทร์วันที่เต็มดวง ท่ามกลางความมืด นี้คือสิ่งพิเศษที่เกิดขึ้นในตัว “ชู” ในความประหลาดใจของตนเอง สิ่งนี้เกิดขึ้นเพราะเหตุใด เมื่อก่อนทำไมไม่เห็นเป็นเช่นนี้เลย หรือเป็นเพราะน้ำตาที่ไหล จึงทำให้เกิดแสงสีฟ้าเรืองออกมา ยิ่งคิด ยิ่งมีคำถามมากมายในหัวชู ทำให้เกิดความสับสนกับสิ่งที่เกิดขึ้น จึงได้แต่ยื่นนิ่งด้วยความปิติสุข ก่อนจะวิ่งออกไปทามกลางต้นข้าวโพดสองฝั่งเบื้องหน้าที่มืดมิดสุดลูกตา สายลมพัดเย็นสบายกระทบผิวกายชู เบาๆ ให้จิตได้จินตนาการไปเองว่านี้คืออ้อมกอดของแม่ มันทำให้ใจของชูในขณะนี้สงบนิ่ง มองเห็นความเป็นไปก่อนหน้าที่ผ่านมานั้น อย่างสำนึกในความผิดตน สองมือที่เผยสัมผัสใบข้าวโพด ขณะวิ่งไปเรื่อยๆ บัดนี้สิ่งที่ถูกชูสัมผัส มันจะกลายเป็นสีแปลกๆ ต่างๆ กัน มากมายหลายสี รวมตัวกันในสิ่งที่เคยเห็น ที่เคยรู้ อย่างที่ควรเป็น แต่ในตอนนี้มันไม่เป็นปกติอย่างที่ควรจะเป็นไป คิดไม่ออกจริงๆ บอกไม่ถูกเลยกับสัมผัสของประสบการณ์ครั้งใหม่นี้ จะเรียกว่าอะไรดี จะเล่าให้หลวงพ่อ กะทิชัย แม่ชีจู ตาเฒ่ากั๊ป ฟังดีไหมนะ ใครเข้าจะเชื่อ อาจคิดว่าเราเป็นเด็กเลี้ยงแกะ จอมโกหกหน้าตายเพื่อเรียกร้องความสนใจ สีสันต์ที่เกิดขึ้นแม้นเป็นแค่ชั่วขณะหนึ่ง พอผ่านระยะเวลาสั้นๆ ความเป็นสีดำก็กลืนหายเหมือนเดิม เพียงแว๊บเดียวของห้วงความคิด ชู หารู้ไม่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันอยู่ในสายตา เฒ่ากั๊ป ในความมืดหลังประตูทางลับของห้องใต้ดิน ที่หน้าประตูโรงนา ปากทางทุ่งข้าวโพด ทุกสิ่งอยู่ในความจดจำของตาเฒ่ากั๊ป หากแต่ครั้งนี้ กั๊ปต้องยืนตัวแข็งในสิ่งที่เห็น ไม่อาจจะเชื่อในสายตาตัวเอง อัศจรรย์ใจจริงๆ ไม่รู้เหมือนกันมันคืออะไร เกิดมาจนปูนนี้แล้ว เราต้องคอยเฝ้าดูเด็กตัวนี้ ให้ดีเสียแล้ว สิ่งที่อุบัติขึ้นนี้ชักจะไปกันใหญ่แล้ว จะทำยังไงต่อไปดี นะ คุณพ่อกะทิชัย ในใจอันสับสน งงงันของ “เฒ่ากั๊ป” บ่นพรึมพรำ ไปตามเรื่องของสุนัขชรา ภายในใจเพียงลำพังตัวเดียว

จบบท สัมผัสแรกของความเปลี่ยนแปลง ตอนที่ 2

LOGO Duck Head

Go to top