อิ้งค์-วรันธร เปานิล แค่ได้เห็นก็ตกหลุมรัก!

อิ้งค์–วรันธร เปานิล แค่ได้เห็นก็ตกหลุมรัก!

คุณคิดว่าคนเราจะต้องใช้เวลาสักเท่าไหร่กว่าที่จะตกหลุมรักใครสักคน สำหรับเราในวันที่เจอกับ ‘อิ้งค์-วรันธร เปานิล’ศิลปินสาวสังกัด BOXX MUSIC ต้องบอกว่าใช้เวลาไม่นานเลย เพราะนอกจากจะได้ติดตามผลงานของเธอตั้งแต่ที่ยังเป็นสมาชิกในวงเกิร์ลกรุ๊ปอย่างชิลลี่ ไวท์ช็อค จนกลายมาเป็นศิลปินเดี่ยวเต็มตัว และกับผลงานแสดงล่าสุดจากภาพยนตร์เรื่อง Snap แล้ว เรายังหลงรักความจริงจัง และจริงใจกับทุกๆ อย่างที่เธอทำอีกด้วย ซึ่งเมื่อคุณได้อ่านเรื่องราวของเธอตั้งแต่ต้นจนจบ เชื่อว่าคุณก็คงรู้สึกรักผู้หญิงคนนี้ไม่ต่างจากเรา

อิ้งค์–วรันธร เปานิล แค่ได้เห็นก็ตกหลุมรัก!

Born to Be a Singer

“เราเรียนร้องเพลงมาตั้งแต่ 7 ขวบ แล้วก็เรียนมาตลอด ไม่เคยทิ้งไปไหน เพราะรู้สึกว่ายิ่งเรียนก็ยิ่งเหมือนมีอะไรอีกมากที่เรายังไม่เคยรู้ ยิ่งเรียนยิ่งรู้สึกสนุก และอยากจะร้องเพลงไปเรื่อยๆ พอมีโอกาสที่จะเลือกเรียนในมหาวิทยาลัย ก็เลยเลือกเรียนด้านการขับร้องโดยตรง เพราะคุณพ่อคุณแม่จะบอกเสมอว่า ถ้าชอบอะไรก็ให้เรียนแบบนั้น เพราะสิ่งที่เราชอบนี่แหละจะตอบแทนเราในท้ายที่สุด คือเหมือนเวลาเราทำอะไรแล้วมีความสุข พอถึงจุดหนึ่งที่เราทำงานกับสิ่งนั้น มันจะไม่เหมือนการทำงาน แต่เหมือนเราได้ทำสิ่งที่ชอบแล้วได้เงินด้วย”

The Show Must Go On

“ความต่างของการเป็นศิลปินกลุ่ม กับการเป็นศิลปินเดี่ยวคือ เมื่อก่อนเรามีเพื่อนสมาชิกในทีมที่เราจะแบ่งหน้าที่กันหลายๆ อย่าง แต่พอมาเป็นศิลปินเดี่ยวก็เหมือนกับว่าเรามีหน้าที่ที่จะต้องรับผิดชอบทุกอย่างคนเดียว เหมือนมีความเป็นอิสระมากกว่า เป็นตัวของตัวเองได้เลย อย่างเช่นอยากจะแต่งตัวแบบไหน ร้องเพลงแบบไหน ก็สามารถเลือกที่จะเป็นตัวของตัวเองได้มากกว่า

“เราเป็นคนไม่ค่อยตื่นเต้นเวลาต้องขึ้นเวที แต่จะลุ้นมากกว่าว่าคนดูจะมีปฏิกิริยายังไงกับเรา ยิ่งเป็นศิลปินเดี่ยวที่ต้องขึ้นไปบนเวทีคนเดียว ทุกอย่างต้องควบคุมด้วยตัวเอง ไม่มีเพื่อนช่วยพูด หรือเอนเตอร์เทนคนดูให้ เราเลยต้องทำการบ้านเรื่องการพูดมากขึ้น อาจจะต้องเตรียมตัวไปก่อนว่าจะพูดอะไร เรื่องร้องเพลงไม่ค่อยห่วงเท่าไหร่ เพราะร้องมาตั้งแต่เด็ก แต่ห่วงว่าจะเอนเตอร์เทนคนดูยังไงมากกว่า เพราะคนดูแต่ละเวทีก็ไม่เหมือนกัน”

The Entertainer

“การขึ้นเวทีคอนเสิร์ตทุกวันนี้ไม่ใช่แค่การร้องเพลงอย่างเดียว ปัจจุบันเราเรียนร้องเพลงคลาสสิก ซึ่งก็ยากคนละแบบกับการร้องเพลงป๊อปที่เราจะต้องขึ้นไปเอนเตอร์เทนคนดูด้วย อย่างเพลงคลาสสิกก็แค่ขึ้นไปยืนร้องเฉยๆ แล้วคนดูจะมีสุนทรีย์กับเนื้อร้อง ทำนองของเพลง แต่ศิลปินเพลงป๊อปก็ต้องเอนเตอร์เทนคนดูด้วย ซึ่งเป็นความท้าทายว่าจะทำยังไงให้คนดูสนุกไปกับเรา สร้างบรรยากาศงานให้สนุก ไม่กร่อย”

อิ้งค์–วรันธร เปานิล แค่ได้เห็นก็ตกหลุมรัก!

Classical Girl

“ดนตรีคลาสสิกไม่ได้เป็นการร้องเพลงให้กระชับ อย่างโอเปร่าก็จะเป็นเนื้อเรื่องที่แต่งมาเพื่อผูกทุกอย่างเข้าเป็นเรื่องราว ส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับเทพเจ้า ศาสนา การเมือง ขุนนาง แล้วพอคนนึกถึงดนตรีคลาสสิกจะชอบคิดว่ามันเอื่อยๆ หรือน่าเบื่อ แต่ถ้าลองฟังดีๆ มันจะมีความสุขในแบบของมัน ซึ่งอาจจะต้องใช้จินตนาการนอกเหนือไปจากการฟังอย่างเดียว อย่างดนตรีบรรเลงบางเพลงก็หยิบเอาเรื่องราวของสายน้ำกับปลามาเล่าผ่านท่วงทำนองและเมโลดี้ เหมือนเราต้องจินตนาการว่าเขากำลังสื่อถึงอะไร แล้วจะเข้าใจสุนทรีย์ของมัน

“ที่เลือกเรียนดนตรีคลาสสิกเพราะเรารู้สึกว่ามันเป็นพื้นฐานของดนตรีทุกแขนง เพราะดนตรีคลาสสิกมีมาตั้งแต่ยุคหลายร้อยปีก่อน แล้วก็มีการพัฒนามาเรื่อยๆ การเรียนรู้เกี่ยวกับดนตรีคลาสสิกเหมือนการได้รู้ว่ากว่าจะมีทุกวันนี้เราต้องผ่านอะไรมาบ้าง ซึ่งเราสามารถนำความรู้บางอย่างมาปรับใช้กับการร้องเพลงในปัจจุบันได้ด้วย อย่างดนตรีป๊อปเองก็ต้องกำหนดอยู่ดีกว่าจะเอาจังหวะแบบไหน ห้องละกี่จังหวะ จะเลือกเครื่องดนตรีชิ้นไหน ซึ่งพอได้เรียนรู้มากๆ ทำให้เราฟังดนตรีต่างๆ ได้ลึกขึ้น ไม่ได้ฟังว่าเพลงนี้เพราะอย่างเดียว แต่ฟังแล้วจะรู้ที่มาที่ไปของมันด้วย”

Dream to Do

“ถ้าคาดหวังว่าจะต้องดัง เราคงเลิกล้มความฝันที่จะเป็นศิลปินไปตั้งแต่ออกจากวงเกิร์ลกรุ๊ปแล้ว เพราะตอนนั้นถามว่าประสบความสำเร็จไหม ก็ประสบความสำเร็จในกลุ่มวัยรุ่นที่พอจะรู้จักเราอยู่บ้าง แต่หลายๆ อย่างไม่ได้โอเคขนาดนั้น แต่พอออกจากวงก็ไม่ได้รู้สึกว่าอยากจะเลิกร้องเพลง เพราะการร้องเพลงมันกลายเป็นกิจวัตรประจำวันของเราไปแล้ว ซึ่งมันก็ทำให้เรายังรักการร้องเพลงมาจนถึงวันนี้ พูดกันตรงๆ ว่าถ้าในอนาคตเพลงเราจะไม่ดัง ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องเลิกร้องเพลง เพราะเรายังชอบการร้องเพลง และสนุกกับมันอยู่ดี

“เราไม่เคยกดดันตัวเองว่าจะดังหรือเปล่า ไม่เคยคิดด้วยซ้ำว่าจะต้องโด่งดัง อย่างพี่คงเดช (คงเดช จาตุรันต์รัศมี ผู้กำกับเรื่อง Snap) ก็จะสอนตอนที่ได้ร่วมงานกันว่า อย่าไปยึดติดกับความดัง อย่าไปคิดว่าทำไมฉันไม่ดัง หรือทำไมนักข่าวไม่ถ่ายรูปฉัน คือไม่ต้องไปสนใจสิ่งเหล่านั้นเลย แค่ทำอะไรแล้วมีความสุขก็ทำไป ถ้าวันหนึ่งผลงานจะดี มีคนสนใจขึ้นมาก็ถือเป็นเรื่องดี แต่อย่าไปคิดว่าคนจะต้องสนใจเราตลอดเวลา เพราะมันไม่มีทางเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว เราแค่ทำหน้าที่ของเราไปเรื่อยๆ รู้สึกมีความสุขกับสิ่งที่ทำก็พอแล้ว”

Indy Actress

“ถ้าเป็นเราตามปกติ เราจะไม่เคยดูหนังแนวอินดี้ หรือหนังที่ต้องใช้ความคิดแบบ Snap เลย เพราะจะรู้สึกว่าขี้เกียจคิด แต่พอมีโอกาสรับเลือกให้เป็นนักแสดงในเรื่อง ก็คิดว่าเป็นโอกาสที่ดี ทั้งๆ ที่เราไม่เคยเรียนการแสดงมาก่อน ไม่เคยไปแคสติ้งที่ไหน แล้วอยู่ๆ พี่เขาก็ติดต่อให้ไปแคสติ้ง จนได้รับเลือก ก็เลยตกลงเล่น เพราะรู้สึกว่าเป็นโอกาสที่ไม่ใช่ทุกคนจะได้เจอแบบเราหรอก

“พอได้มาทำงานแสดงจริงๆ ก็เหมือนได้ซึมซับวิธีการทำงานและวิธีคิดของคนทำหนังอิสระ ได้เข้าใจว่าเขาก็ทำในสิ่งที่เขาชอบ และไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องได้เงินเยอะๆ หรือหนังจะต้องดัง ซึ่งคล้ายๆ กับที่เราคิดเลย เพราะทุกคนที่มาทำงานก็มาด้วยความอยากจะทำหนังจริงๆ เหมือนพอได้เอาตัวเองเข้าไปอยู่กับคนที่มี passion มากๆ ได้คุยกับคนเก่งๆ มากมาย เราก็ยิ่งรู้สึกสนุกไปกับการแสดง”

อิ้งค์–วรันธร เปานิล แค่ได้เห็นก็ตกหลุมรัก!

Time of Nomination

“เราเล่นหนังเรื่อง Snap เป็นเรื่องแรก แต่ได้เข้าชิงรางวัลนักแสดงนำหญิงจากหลายๆ เวที ทั้งสุพรรณหงส์ คมชัดลึก อวอร์ด ชมรมวิจารณ์บันเทิง สมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย หรือแม้แต่รางวัล Asian Film Awards ที่ฮ่องกง รู้สึกว่าตอนที่ทำงานก็ไม่ได้ผลตอบแทนเยอะแยะ แต่กลับรู้สึกสนุกมาก เพราะเวลาไปกองถ่ายเราได้ทำอะไรใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อน ได้เจอทีมงานหลายๆ คนที่น่ารักมาก แล้วผลลัพธ์ที่ออกมาก็เกินจากที่คาดหวัง ทำให้รู้สึกเหมือนได้กำไรจากสิ่งที่เราทำไปแล้ว เป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่ามาก รู้สึกไม่เสียใจเลยที่ได้ลองทำสิ่งใหม่ๆ”

And the Award Goes to…

“ตอนเข้าชิงรางวัลก็รู้สึกตลกๆ อย่างรางวัลที่ฮ่องกงถามพี่โปรดิวเซอร์หลายรอบมากเลยว่า นี่โกหกกันหรือเปล่า เพราะเราเป็นแค่นักแสดงอินดี้คนหนึ่งเท่านั้นเอง แต่ได้เข้าชิงกับคนดังมากมาย หรืออย่างในประเทศไทยเองก็ได้เข้าชิงกับ ใหม่ ดาวิกา, ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก หรือปันปัน สุทัตตา แอบรู้สึกว่าฉันเข้ามาทำอะไรกันแน่ เขาเลือกคนผิดหรือเปล่า แต่ดีใจที่อย่างน้อยก็ได้รับการเสนอชื่อ ได้มีคนเห็นว่าเราแสดงโอเค
“หลายคนถามว่าถ้าได้รางวัลแล้วจะทำยังไง เราก็ตอบไปว่า จะได้ได้ยังไงล่ะ คือไม่เคยคาดหวังเลยว่าจะได้ แค่ได้ไปร่วมงาน ได้เจอคนเก่งๆ ในวงการหนังก็ดีใจแล้ว ถามว่าแอบลุ้นไหม ตอนแรกไม่คิดว่าตัวเองจะลุ้น แต่เราคิดว่าทุกคนก็คงลุ้นถ้าได้รับการเสนอชื่อเข้าไป เพราะพอเข้าไปนั่งในนั้นแล้วก็แอบคิดเหมือนกันว่าถ้าได้ขึ้นมาจะทำยังไง แต่ไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องได้ แล้วพอไม่ได้จริงๆ ก็ไม่รู้สึกผิดหวัง คือขำตัวเองมากกว่า เพราะตอนที่ประกาศผลกล้องก็จะถ่ายมาที่หน้าของแต่ละคนที่เป็นผู้เข้าชิง แล้วหน้าเราก็อยู่คู่กับใหม่ ดาวิกา ซึ่งเราก็เหวอมากๆ”

Acting Now

“เราชอบการแสดงนะ แต่เราไม่ได้เป็นคนที่มีพรสวรรค์ทางด้านนี้จนถึงขนาดจะเล่นได้ทันทีโดยไม่ต้องคิดอะไร อย่างเวลาที่มีคนบอกให้ลองแสดงเป็นนางร้าย เราก็ไม่สามารถเล่นได้เลย เพราะธรรมชาติของเราไม่ใช่นักแสดง กว่าที่จะเป็นตัวละครในเรื่อง Snap ได้เราต้องใช้เวลาเป็นเดือนๆ เพื่อที่จะทำความเข้าใจบท เหมือนต้องทำงานกับบทค่อนข้างเยอะในการดูว่าเขาเป็นคนยังไง มีพื้นหลังยังไง คือต้องทำให้เขามีตัวตนขึ้นมา ไม่ใช่อยู่ๆ ก็ไปเล่นได้เลย ดังนั้นถ้าจะรับเล่นเรื่องอื่น เราต้องดูบทที่ตัวเองจะสามารถทำความเข้าใจมันได้ และจะเป็นตัวละครนั้นได้จริงๆ”

อิ้งค์–วรันธร เปานิล แค่ได้เห็นก็ตกหลุมรัก!

Talkative Person

“ธรรมชาติของเราจะเป็นคนพูดเยอะ แล้วก็ชอบเล่าเรื่องไปเรื่อยๆ แต่ถ้าเจอกันครั้งแรก ทุกคนจะมองว่าเราเป็นคนเงียบๆ ไม่ค่อยคุย หรือบางคนมองว่าหยิ่ง ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่แบบนั้น เพราะครั้งแรกที่เจอกันเราต้องหยั่งเชิงเขาก่อนว่าเขาเป็นคนยังไง จะสามารถคุยกับคนคนนั้นได้มากน้อยขนาดไหน แต่พอเจอกันครั้งต่อไปเราจะเริ่มละลายพฤติกรรมกับเขา จนหลายๆ คนบอกว่าไม่น่ารู้จักหลายๆ ครั้งเลย (หัวเราะ) น่าจะเป็นเหมือนวันแรกที่เจอกันมากกว่า เพราะรู้จักวันแรกเหมือนจะสวยนะ แต่พออยู่ไปเรื่อยๆ กลับรู้สึกว่า หยุดเถอะ (หัวเราะ)

“คนที่เราคุยด้วยบ่อยที่สุดตอนนี้น่าจะเป็นพี่ครีเอทีฟที่จะต้องคิดงานเพลงต่อไปให้เรา ซึ่งส่วนใหญ่จะคุยกันเรื่องทั่วไป เวลามีอะไรจะแชร์ให้พี่เขาฟังตลอด โดยจะคอยบอกว่าวันนี้ไปเจออะไรมาบ้าง รู้สึกอะไร ชอบหรือไม่ชอบอะไร เพราะพี่เขาจะทำการบ้านกับเราค่อนข้างเยอะ อย่างตอนนี้กำลังจะทำซิงเกิ้ลใหม่ เขาจะให้เราเล่าว่าตอนนี้เป็นยังไง กำลังอินกับอะไร เพื่อที่เวลาเพลงออกมาจะได้เป็นตัวเราล่าสุดมากที่สุด”

Be Myself

“เราว่าการทำอะไรที่เป็นตัวของตัวเอง ทุกสิ่งที่ออกมาจะดูชัดเจนกว่า จะดูออกว่าคนคนนี้ทำมาจากการเป็นตัวเอง หรือคนอื่นบอกให้ทำ แล้วการเป็นตัวเองสำคัญสำหรับการพูดคุยกับคนอื่นๆ ด้วย เพราะอย่างน้อยเราจะได้สบายใจว่าเราเป็นแบบนี้ ไม่ได้เสแสร้งแกล้งทำ แล้วเราจะสามารถเป็นแบบที่เราเป็นได้ไปนานๆ เพราะถ้าจะต้องแกล้งทำเป็นคนที่ไม่ใช่ตัวเองก็คงอึดอัด และทำได้ไม่นาน

“เพลงที่มีความเป็นตัวเราก็สำคัญนะ เพราะเวลาเราได้ร้องเพลงนั้น เหมือนกับการบอกคนอื่นว่านี่แหละคือสิ่งที่ฉันชอบ ลองฟังดูสิ แล้วจะมีความสุขทุกครั้งที่ได้ร้องออกไป แต่ถ้าไม่ใช่แนวเพลงของเรา หรือต้องไปร้องเพลงของคนอื่นที่ไม่ใช่ตัวเรา ในเมื่อมันไม่ใช่แต่แรก แล้วจะมีความสุขได้ยังไง คนฟังก็คงรู้สึกได้เหมือนกัน”

อิ้งค์–วรันธร เปานิล แค่ได้เห็นก็ตกหลุมรัก!

Active Girl

“เราเป็นคนชอบทำกิจกรรมมาตั้งแต่เด็กๆ เคยรำ ลงสมัครประธานนักเรียน เป็นดรัมเมเยอร์ เล่นละครของคณะ ทำกิจกรรมรับน้อง เชียร์ลีดเดอร์ ซึ่งพบว่าตัวเองเป็นคนที่ไม่สามารถเรียนเสร็จแล้วกลับบ้านเลยได้ บางทีก็ทำเต็มที่จนรู้สึกเครียดก็มี แต่พอผ่านมาแล้วจะรู้สึกดีใจที่ได้ทำ ดีกว่าอยู่เฉยๆ แล้วไม่ทำอะไร เหมือนเป็นการฝึกการทำงานไปด้วย พองานออกมาดีเราก็ดีใจ และถือเป็นความทรงจำที่ดี

“ช่วงที่ทำกิจกรรมหนักที่สุดน่าจะเป็นตอนที่เป็นดรัมเมเยอร์มหาวิทยาลัย เพราะต้องซ้อมตั้งแต่ 5 โมงเย็นถึงตี 2 ของทุกวันติดต่อกันโดยไม่มีวันหยุดเป็นเวลา 3 เดือนเต็ม ตอนนั้นคิดว่าฉันทำอะไรอยู่วะเนี่ย แขนช้ำไปหมด หน้าโทรม เพราะต้องวิ่งวันละ 10 รอบ ต้องควงไม้ทั้งวัน เหนื่อยมากจนต้องถามตัวเองว่าทำอะไรอยู่ แต่ไม่เคยคิดเสียใจที่มาทำ เพราะคิดว่าตัวเองจะต้องผ่านไปให้ได้ ไม่เคยคิดว่าจะเลิกทำ เพราะเราเป็นคนที่ถ้าเหนื่อยกับสิ่งไหนมากๆ ก็จะคิดว่าในเมื่อเหนื่อยขนาดนี้ถ้าไม่อยู่จนจบก็คงน่าเสียดาย พอคิดแบบนั้นก็เลยอึด และผ่านมันมาได้ในที่สุด”

Business Woman

“เรามีมุมของการเป็นนักธุรกิจเหมือนกัน เพราะที่บ้านทำโรงงานเสื้อยืด ทำตั้งแต่ทอผ้า ไปจนถึงสกรีนออกมาเป็นลวดลายต่างๆ เราเลยมีโอกาสได้ช่วยงานที่บ้านบ้าง อย่างบางทีมีออเดอร์เยอะๆ ถ้าว่างเราก็จะเข้าไปที่โรงงานไปช่วยแพ็กสินค้า หรือรีดผ้า บางทีต้องไปออกบูธที่ต่างประเทศ เราก็จะไปช่วยขาย ช่วยเก็บเงิน ก็สนุกดี แต่ต้องยืนทั้งวัน เลยได้เรียนรู้ว่ากว่าจะได้เงินมาแต่ละบาทนั้นยากแค่ไหน

“เราค้นพบว่าตัวเองชอบขายของ รู้สึกว่าตัวเองขายเก่ง แล้วพอขายหมดก็จะดีใจมากที่ขายได้ และมีเงินเป็นของเราเอง บางช่วงจะทำเสื้อไปขายในงานต่างๆ ของทั้งโรงเรียนและมหาวิทยาลัย หรือบางครั้งจะรับออเดอร์มาจากเพื่อนๆแล้วส่งต่อให้คุณพ่อ ซึ่งคุณพ่อจะแบ่งเปอร์เซ็นต์ให้ ตอนนี้เลยอยากทำแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเอง แต่ยังไม่มีเวลา คิดว่าถ้ามีแบรนด์ก็คงง่าย เพราะเรามีเพื่อนเรียนกราฟิกเยอะ คงจะไหว้วานเพื่อนๆ นี่แหละให้มาช่วยออกแบบให้ ถ้าเรียนจบก็คงได้ลุยเรื่องแบรนด์อย่างเต็มที่”

 

 

ขอขอบคุณบทความจาก : http://www.manager.co.th/Marsmag/ViewNews.aspx?NewsID=9590000046664

carg7bluetooth

Go to top