ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน
 

r  สุดสัปดาห์นี้ ไม่มีเกมฟุตบอลคู่ไหนยิ่งใหญ่เกิน “ศึกวันแดงเดือด” ที่แอนฟิลด์ แต่ศึกแห่งศักดิ์ศรีระหว่าง 2 ทีมสีแดงที่มีแฟนบอลมากที่สุดในโลกครั้งนี้ มีประเด็นที่แตกต่างจากหลายครั้งที่ผ่านมา เพราะทั้ง ลิเวอร์พูล และ แมนฯ ยูไนเต็ด ต่างมีนักเตะ “เลือดใหม่” ที่จะลงสัมผัสแดงเดือดเป็นครั้งแรกหลายคน แต่ผลการแข่งขันที่ออกมาจะแตกต่างหรือเหมือนเดิมอย่างไร ต้องติดตามห้ามกะพริบตา....

      ศึก “แดงเดือด” ยกแรกของฤดูกาลนี้ กำลังจะระเบิดเพลงแข้งกันแล้วในวันอาทิตย์ แม้ความเข้มข้นในแง่ของการลุ้นความสำเร็จอาจจะไม่ถึงขีดสุด อันเนื่องมาจากผลงานของทั้ง 2 ทีมที่ค่อนข้างแตกต่างกันในช่วงหลัง แต่ความเข้มข้นในแง่ของศักดิ์ศรีแล้ว คู่นี้ไม่เคยยอมลงให้กันมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว
b
แฟนบอลของคู่นี้ไม่เคยยอมกันง่าย ๆ ขณะที่นักเตะในสนามเอง ถึงเวลาที่ต้องดวลกันเมื่อไหร่ มักจะใส่กันเต็มที่ไม่มียั้ง ไม่ว่าสถานการณ์ในเวลานั้นทีมไหนจะผลงานดีหรือไม่ดีก็ตาม
ยิ่งถ้าเป็นนักเตะที่เป็นลูกหม้อและเติบโตขึ้นมาจากการปั้นของทั้ง “ผีแดง” และ “หงส์แดง” ด้วยแล้วละก็ เป็นต้องใส่เต็มที่เกิน 120 เปอร์เซ็นต์ แน่นอน เราจึงมักจะได้เห็นนักเตะอย่าง เจมี คาร์ราเกอร์, สตีเวน เจอร์ราร์ด หรือ พอล สโคลส์ เข้าสกัดแบบ “ใส่ทั้งตัว” ให้เห็นกันอยู่เสมอ ๆ ในเกม “แดงเดือด”
rvp
จากบรรดารุ่นเก๋า ไล่เรียงมาจนถึงรุ่นใหม่ ๆ อย่าง เจย์ สเปียริง หรือ ดาร์เรน เฟล็ทเชอร์ ก็ “จัดเต็ม” ไม่แพ้กัน เนื่องด้วยจิตวิญญาณของการเป็น “เดอะ ค็อป” และ “เรด เดวิลส์” นั้นยังอยู่ในสายเลือด

 


อย่างไรก็ตาม สำหรับศึก “แดงเดือด” ในฤดูกาลนี้ เราอาจไม่ได้เห็นเกมที่ดุเดือดเลือดพล่านมากมายอย่างในอดีต เพราะในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมานั้น ทั้ง 2 ทีมดึงนักเตะหน้าใหม่เข้ามาเสริมทัพกันหลายคน ไม่ว่าจะเป็น โจ อัลเลน, ฟาบิโอ บอรินี, นูริ ซาฮิน จากฝั่งแอนฟิลด์ หรือว่า โรบิน ฟาน เพอร์ซี และ ชินจิ คากาวะ จากถิ่น โอลด์ แทรฟฟอร์ด และนักเตะเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นแกนหลักของทีมในช่วงต้นฤดูกาลนี้เสียด้วย

และการที่ยังไม่เคยได้สัมผัสกับบรรยากาศของเกม “แดงเดือด” นั่นอาจทำให้การลงเล่นในเกมนี้สำหรับพวกเขา อาจไม่ใช่เกมที่มีความ “พิเศษ” เหมือนกับบรรดานักเตะที่เป็นลูกหม้อของสโมสร

กระนั้นก็ดี เชื่อว่าเมื่อนักเตะใหม่เหล่านี้ได้สัมผัสบรรยากาศของเกมที่แอนฟิลด์ ในวันอาทิตย์นี้แล้ว พวกเขาจะได้ซึมซับความ “พิเศษ” ของมัน และหวังว่าสิ่งเหล่านั้นจะ “ปลุก” ให้พวกเขา รวมถึงนักเตะทุกคนในสนามทุ่มเทเต็มที่เกิน 120 เปอร์เซ็นต์ ในเกมนี้ เพี่อที่เกม “แดงเดือด” จะได้เป็น “แดงเดือด” อย่างแท้จริง ไม่ได้เป็นเพียงแค่เกม “แดงอุ่น ๆ” เหมือนหลาย ๆ เกมก่อนหน้านี้
d
และเมื่อนั้น แฟนบอลอย่างเรา ๆ ก็จะได้สัมผัสกับความมันแบบ “พิเศษ” ของศึก “แดงเดือด” ขนานแท้และดั้งเดิม...

 

เรียบเรียงจาก : http://www.dailynews.co.th/article/125/156568

 

Go to top