ความรู้ด้านอาหาร

อ่านความรู้ทั่วไป เทคนิคการดูแลสุขภาพ และชีวิตประจำวัน เรื่องราวน่าสนใจเกี่ยวกับอาหาร สมุนไพรไทย รวมทั้งความรู้ต่างๆ ที่จะช่วยให้ท่านสามารถดูแลตัวเอง ได้อย่างถูกต้อง เหมาะสมกับเพศและวัย แล้วท่านจะรู้สิ่งดีๆอยู่ในครัว ในสวนหลังบ้านของท่านนี่เอง

ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน

สถาบันวิจัยอาหารแห่งสหราชอาณาจักรค้นพบว่า แยมและเยลลี่ช่วยหยุดการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งได้ โดยศาสตราจารย์วิก มอร์ริส เจ้าของงานวิจัยกล่าวว่า
"ทั้งแยมและเยลลี่อุดมไป ด้วยเพกติน ใยอาหารธรรมชาติที่พบในผักผลไม้ เมื่อผ่านกระบวนการแปรรูปเป็นแยมและเยลลี่ เพกตินจะปล่อยโมเลกุลชนิดหนึ่งออกมาซึ่งมีคุณสมบัติช ่วยยับยั้งการเติบโตของ มะเร็งอย่างได้ผล"
แม้เพกตินในผักผลไม้แปร รูป จะช่วยต้านมะเร็งได้ แต่ยังไม่มีผลวิจัยชี้ชัดว่าในผักผลไม้สดจะมีคุณสมบั ติเหมือนกันหรือไม่ อย่างไรก็ดี ไม่ควรมองข้ามประโยชน์จากผักผลไม้สด ใครที่อยากได้ประโยชน์จากเพกติน ต้องกินผลไม้ตระกูลส้มและแอ๊ปเปิ้ล โดยเฉพาะส่วนผิวและแกนจะมีเพกตินมากที่สุด

ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน

..ออกกำลังกายตอนเช้าหรือตอนเย็นดี ?? สมมุติ ว่า ตัวเราเป็นรถยนต์ เครื่องยนต์ของเราคือกล้ามเนื้อ แขน ขา ที่จะทำให้เราเคลื่อนไหวไปไหนมาไหนได้ รถยนต์ต้องการน้ำมันเพื่อให้เครื่องยนต์ทำงาน คนเราก็ต้องการอาหารเป็นพลังงานให้ร่างกาย เคลื่อนไหว ไปไหนมาไหนได้ โดยเฉพาะใช้ออกกำลังกาย

ตื่นนอนเช้ารถยนต์และร่างกายเรา ไม่มีน้ำมัน ไม่มีพลังงานจำเป็นต้องเติมน้ำมันก่อน หรือกินอาหารก่อน รถยนต์จะได้มีพลังงานวิ่งไปได้ คนเราจะได้มีพลังงานให้กล้ามเนื้อแขน ขา ทำให้เราไปไหนมาไหนได้
รถยนต์ต่างกับร่างกายเรา ตรงที่พอเติมน้ำมันเต็มถังแล้ว สามารถขับรถไปได้ทันที แต่ คนเราหลังกินอาหารอิ่มเต็มที่ยังไปออกกำลังกายไม่ได้
เพราะ หลังกินอาหาร 2 ช.ม. จะมีเลือดมารอรับอาหารที่จะถูกย่อยที่กระเพาะและลำไส้เป็นจำนวนมากหลังจาก อาหารถูกดูดซึมเข้ามาในเลือดแล้ว เลือดจะพาสารอาหารแจกจ่ายไปยังอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย ถ้าออกกำลังกายหนัก ๆ ตอนนี้ เช่น วิ่งออกกำลัง ซึ่งต้องการเลือดมาเลี้ยงที่ขาที่ใช้วิ่ง 20 เท่าตัวของสภาวะปกติ เมื่อเลือดมากองอยู่ที่กระเพาะเป็นจำนวนมาก บวกกับมาเลี้ยงที่ขาอีก 20 เท่าดังกล่าว ทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ ทำให้หน้ามืดเป็นลม หรือถ้าทำให้เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่เพียงพอ เท่ากับกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเป็นสาเหตุให้กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ถึงชีวิตได้ จึงห้ามเด็ดขาด ห้ามออกกำลังหลังกินอาหาร 2 ช.ม. เมื่ออาหารย่อยหมดแล้ว ดูดซึมเข้าเลือดหมดแล้ว (2 ช.ม.) เลือดที่มารออยู่ที่กระเพาะก็จะกระจายไปหมด ถึงตอนนี้จะวิ่งก็ปลอดภัย
ที นี้คนตื่นนอนตอนเช้าแล้วมาออกกำลัง เพราะตอนเช้าอากาศสดชื่น มลพิษก็น้อย อากาศเย็น ร่างกายยังสดชื่นเพราะได้พักมาทั้งคืน แต่คงไม่มีใครกินอาหารก่อนออกกำลังแน่ เท่ากับรถยนต์ไม่ได้เติมน้ำมันรถยนต์จะวิ่งได้อย่างไร
แต่ คนออกกำลังกายได้โดยไม่ต้องกินอาหาร เพราะตอนเย็นกินอาหารเสร็จเข้านอน ไม่ได้ใช้พลังงานขณะที่นอนหลับ ตับจะปรับเปลี่ยนสารอาหาร เช่น น้ำตาลเปลี่ยนเป็นไกลโคเจน ไตรกรีเซอร์ไรด์ ไขมันเปลี่ยนเป็นกรดไขมัน โปรตีนเปลี่ยนเป็นฟอสฟาเจน เป็นต้น แล้วนำไปเก็บไว้ในอวัยวะต่าง ๆ เมื่อตื่นนอนจึงไม่มีพลังงานหลงเหลืออยู่ในเลือด เท่ากับรถยนต์น้ำมันแห้งถัง สภาพนี้คนออกกำลังได้โดยตับจะดึงสารอาหารที่ปรับเปลี่ยนไปเก็บไว้ในที่ต่าง ๆ ตอนนอนหลับ ให้กลับเป็นสารพลังงานในเลือดใหม่ จึงสามารถออกกำลังกายได้ มาลองคิดดู ตอนนอนตับทำงานหนักมาก เพื่อเอาสารอาหารไปเก็บ ตื่นตอนเช้าไปออกกำลังกายทันที ตับต้องดึงสารอาหารที่เอาไปเก็บไว้เมื่อคืน ออกมาใช้ใหม่ ทำอย่างนี้บ่อย ๆ ทุกวัน ๆ ตับจะต้องทำงานหนักแค่ไหน จะทนสภาพนี้ได้นานเท่าไร เพราะไม่ได้พักเลย เหมือนคนกินเหล้าแล้วไม่กินอาหาร ตับต้องไปดึงสารอาหารจากที่ต่าง ๆ มาให้แอลกอฮอลเผาผลาญ มาก ๆ เข้านาน ๆ เข้า ในตับมีแต่ไขมัน กลายเป็นตับแข็ง
ทีนี้ถ้าจะทำให้ถูกต้องก็ต้องกินอาหารเสียก่อน แต่ต้องรอถึง 2 ช.ม. จึงจะไปออกกำลังได้ เช่น กินอาหาร ตี 5 เจ็ดโมงเช้าจึงจะออกกำลังกายได้ จะมีใครทำอย่างนี้บ้าง ฉะนั้น ฝรั่งจึงมีแต่คำว่า morning walk ไม่เคยได้ยิน morning jogging เลย นั่นคือออกกำลังกายเบา ๆ ได้ เช่น เดิน ก่อนเดินก็กินอาหารเบา ๆ เช่น แซนวิช 1 ชิ้น กับโอวัลติน 1 ถ้วย ซึ่งจะใช้เวลาย่อยอาหารสัก 1/2 - 1 ช.ม. ก็พอ ก็จะไปเดินออกกำลังกายได้ กินเล็กน้อยออกกำลังกายเบา ๆ ก็ใช้พลังงานน้อย ที่กินมาแค่นี้ก็พอไหว
ลองพิจารณาการออกกำลังตอนเย็น บ้าง เรากินอาหารเช้า อาหารกลางวัน ตกเย็นรับรองว่าพลังงานยังเหลือเฟือ ขณะทำงานใช้ไปไม่หมด สามารถออกกำลังกายได้เลย เหมือนกับรถยนต์ น้ำมันยังไม่แห้งถัง แต่จะให้ดีอาจเติมอาหารเหมือนตอนเช้าอีกสักเล็กน้อย ก่อนไปออกกำลัง จะทำให้ไม่รู้สึกระโหย ความจริงไม่ต้องไปกินอะไรเลยก็ได้ ข้อสำคัญ เมื่อออกกำลังตอนเย็นเสร็จแล้ว ให้ดื่มน้ำโดยค่อย ๆ ดื่มจนรู้สึกอิ่ม กลับถึงบ้านท่านจะไม่รู้สึกหิวและไม่อยากกินอะไรอีก
และ หลังออกกำลังกายตอนเย็นนี้แล้ว เมื่อถึงเวลาเข้านอน จะเหลือสารอาหารน้อยที่สุด ตับไม่ต้องทำงานมาก สารอาหารไม่มีไปเก็บตามที่ต่าง ๆ จึงไม่ทำให้อ้วน และไม่มีสารอาหารเหลือค้างในหลอดเลือดโดยเฉพาะไขมัน จึงเป็นวิธีที่จะลดไขมันในเลือดได้ดีที่สุดโดยไม่ต้องกินยา
ถ้าพิจารณา ตรงนี้ ออกกำลังกายตอนเช้า หรือตอนเย็นจะเป็นการออกกำลังที่ทำให้สุขภาพทั่ว ๆ ไปดี (แอโรบิก) เท่า ๆ กันทั้งคู่ แต่การออกกำลังกายตอนเย็นโดยไม่ไปกินอาหารภายหลัง ยังจะช่วยให้สารอาหารที่เหลือจากการกินตอนเช้าและตอนเที่ยง น้อยลงจนไม่สามารถทำร้ายร่างกายได้ด้วย การออกกำลังกายตอนเย็นจึงได้ 2 ต่อ
จาก งานวิจัยต่างประเทศ เร็ว ๆ นี้ พบว่า การออกกำลังกายตอนเช้านั้น จะทำให้ภูมิต้านทานในร่างกายลดลง และการออกกำลังกายตอนเย็น จะทำให้ภูมิต้านทานในร่างกายเพิ่มขึ้น ดูในแง่นี้ถ้าไข้หวัดระบาด การออกกำลังกายตอนเย็นจะได้ 3 ต่อ มีกรณีเดียวที่ออกกำลังกายตอนเช้าได้ประโยชน์คือ พวกที่มีภูมิต้านทานมากไป เช่นโรคภูมิแพ้ได้แก่ หอบหืด แพ้อากาศ แพ้ฝุ่น หรือโรคพุ่มพวงดวงจันทร์ ออกกำลังกายตอนเช้าช่วยลดภูมิต้านทาน จึงเท่ากับช่วยให้คน ๆ นั้น กินยาลดภูมิต้านทานน้อยลงได้
สรุปมาถึงแค่นี้ ท่านคงทราบแล้วนะครับว่า ออกกำลังกายตอนเช้าหรือตอนเย็นดี

มี ข้อเสนอ อีกข้อหนึ่งคือออกกำลังกายแบบแอโรบิกก่อนนอน เช่น เดินบนสายพาน หรือขี่จักรยาน 30 นาที – 60 นาที ไม่ต้องกลัวว่าจะนอนไม่หลับ เพราะการออกกำลังกายแบบแอโรบิก 30 นาที ขึ้นไปนี้ ร่างกายจะหลั่ง “เอนดอร์ฟีน” ออกมาซึ่งมีฤทธิ์คล้าย ๆ มอร์ฟีน ที่ใช้ฉีดให้คนไข้หลังผ่าตัด จะทำให้ง่วงนอนคลายความเจ็บปวด คลายเครียด ฉะนั้น ออกกำลังกายเสร็จ อาบน้ำแล้ว เข้านอนเลย ท่านจะนอนหลับสนิทชนิดไม่ฝัน การนอนหลับสนิทนี้ท่านต้องการ การนอนเพียง 5 ช.ม. ก็เพียงพอ จะทราบได้คือตอนทำงานกลางวัน จะไม่เพลีย ไม่ง่วง แสดงว่านอนหลับสนิท 5 ช.ม. เพียงพอแล้ว นอกจากนี้มีงานวิจัยใหม่ ๆ ออกมาพบว่า คนนอน 5 ช.ม. มีอุบัติการ โรคเส้นเลือดหัวใจอุดตันน้อยกว่าพวกนอน 7-8 ช.ม.
ฉะนั้น การออกกำลังกายตอนเย็นหรือก่อนนอน ดีกว่าออกกำลังกายตอนเช้า

..บทความจากสภากาชาดไทย:
โดย ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์เสก อักษรานุเคราะห์ ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู สภากาชาดไทย

ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน

 

ไขมันในอาหารแบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ ตามลักษณะโครงสร้าง คือ ไขมันอิ่มตัว และไขมันไม่อิ่มตัว

 

ไขมันอิ่มตัว

 

พบมากในไขมันสัตว์ หนังสัตว์ นมไขมันเต็ม และผลิตภัณฑ์ เช่น เนย ชีส โยเกิต และยังพบมากในน้ำมันพืชบางชนิด เช่น กระทิ น้ำมันมะพร้าว และน้ำมันปาล์ม การบริโภคไขมันชนิดนี้มากเกินไปจะทำให้คอเลสเตอรอลในเลือดเพิ่มขึ้น และมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคหัวใจ และหลอดเลือด ดังนั้นการหลีกเลี่ยงไขมันในกลุ่มนี้จะช่วยลดการเกิดโรคหัวใจ และหลอดเลือดได้

 

ไขมันไม่อิ่มตัว แบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ

 

ไขมันไม่อิ่มตัวหนึ่งตำแหน่ง พบมากในน้ำมันมะกอก น้ำมันคาโนลา น้ำมันถั่วลิสง น้ำมันรำข้าว และถั่วเปลือกแข็ง เช่น ถั่วลิสง เม็ดมะม่วงหิมพานต์

ไขมันไม่อิ่มตัวหลายตำแหน่ง พบ มากในไขมันที่มาจากพืช เช่น น้ำมันดอกคำฝอย น้ำมันข้าวโพด น้ำมันตอกทานตะวัน น้ำมันถั่วเหลือง และไขมันจากปลาโดยเฉพาะไขมันจากปลาทะเล

ไขมันไม่อิ่มตัวจะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด จึง ช่วยป้องกันโรคหัวใจได้ แต่การบริโภคไขมันชนิดนี้มากเกินไป อาจทำให้อัวนขึ้นได้ นอกจากนี้การใช้น้ำมันที่มีไขมันไม่อิ่มตัวหลายตำแหน่งในสัดส่วนที่สูง จำทำให้ไขมันกลุ่มนี้เปลี่ยนสภาพไป ก่อให้เกิดอนุมูลอิสระขึ้นในร่าง ที่อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ และมะเร็งได้

 

น้ำมันปรุงอาหาร มีองค์ประกอบเป็นกรดไขมันทั้ง 3 ชนิดปะปนกัน

 

ใน การดูแลสุขภาพ ควรหลีกเลี่ยงน้ำมันที่มีกรดไขมันอิ่มตัวอยู่เป็นปริมาณมาก และเลือกใช้น้ำมันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวหนึ่งตำแหน่ง และกรดไขมันอิ่มตัวหลายตำแหน่งในปริมาณที่เหมาะสม

 

ไขมันในอาหารแบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ ตามลักษณะโครงสร้าง คือ ไขมันอิ่มตัว และไขมันไม่อิ่มตัว

ไขมันอิ่มตัว
พบมากในไขมันสัตว์ หนังสัตว์ นมไขมันเต็ม และผลิตภัณฑ์ เช่น เนย ชีส โยเกิต และยังพบมากในน้ำมันพืชบางชนิด เช่น กระทิ น้ำมันมะพร้าว และน้ำมันปาล์ม การบริโภคไขมันชนิดนี้มากเกินไปจะทำให้คอเลสเตอรอลในเลือดเพิ่มขึ้น และมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคหัวใจ และหลอดเลือด ดังนั้นการหลีกเลี่ยงไขมันในกลุ่มนี้จะช่วยลดการเกิดโรคหัวใจ และหลอดเลือดได้

 

ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน

อาหารแสลงหรือห้ามรับประทานสำหรับผู้ป่วยในทัศนะแพทย์แผนไทย  ได้แก่..........ของหมักดองทุกชนิด  เช่นปลาร้า  ปลาเจ่า  ผักดอง  หน่อไม้  ผลไม้ดอง อาหารทะเลทุกชนิด  เครื่องในสัตว์ทุกชนิด  ไข่ทุกชนิด เนื้อวัว  เนื้อควาย  ปลาไหล  กบ  เขียด  หนู  เต่า  เป็ด  ห่าน  นมที่ได้จากสัตว์ทุกชนิด ใบกุ๋ยช่าย  เห็ดทุกชนิด  ผลไม้ที่มีรสหวานจัด  เช่นทุเรียน  ลองกอง  ลำไย  ขนุน  กล้วยหอม  ละมุด เป็นต้น ของหวานจัดทุกชนิด  เช่น ทองหยิบ  ทองหยอด  ฝอยทอง  ข้าวเหนียวใส่น้ำตาล  ข้าวเหนียวสังขยา  เป็นต้น แม้ว่าอาหารเหล่านี้จะมีคุณค่าทางโภชนาการมากก็ตาม แต่ก็มีผลทำให้อาการของผู้ป่วยแย่ลงเช่นกัน โดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวข้องกับ การปวด เช่นปวดคอ บ่าไหล่ ปวดหลัง ปวดขา โดยไม่ทราบสาเหตุ รวมถึงทำให้มีอาการอ่อนเพลีย  ล้า หงุดหงิดง่าย  มึนศรีษะ เหนื่อยเป็นพักๆ(Office Syndrome) อาการมีสาเหตประการหนึ่ง..มาจากอาหารแสลงโดยที่เราไม่รู้ตัว  ท่านผู้อ่าน ลองสังเกตจากตัวท่านเองได้ครับว่าวันนี้ท่านรับประทานอาหารเหล่า นี้หรือเปล่า  แล้วมีอาการข้างต้น  ท่านลองงดดูสักสัปดาห์หรือสิบวัน  แล้ว สังเกตตัวท่านเองว่าอาการดีขึ้นบ้างหรือเปล่า  สิ่งที่สามารถรับประทานได้ คือ ไก่ หมู ปลาน้ำจืด ผักยกเว้นใบกุ้ยซ่าย แต่ข้าวเหนียวเปล่าที่ไม่ใส่น้ำตาลทานได้....ถ้าสงสัยสามรถถามเพิ่มเติมใน กระทู้ได้ครับ  อาหารที่ทานได้ส่วนใหญ่ก็เป็นอาหารที่คนไทยในโบราณทานมานาน  และมีอายุยืนๆแต่อาหารเหล่านี้ก็สามารถทานได้อีกครั้ง ถ้ารักษาให้หายแล้วตามแนวทางแพทย์แผนไทย

....ข้อมูลโดย...ณัฐปราชญ์คลีนิ คแพทย์แผนไทย

ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน


ใครที่ต้องนั่งทำงานกับ เครื่องคอมพิวเตอร์ โดยการคลิกเมาส์บ่อย ๆ อาจเกิดอาการปวดนิ้วหรือนิ้วล๊อก วันนี้เกร็ดความรู้มีวิธีแก้มาฝากกัน...

ปวดนิ้วหรือนิ้วล๊อก เกิดจากเส้นเอ็นและเส้นประสาทที่บริเวณนิ้ว และข้อต่อต่าง ๆ ถูกกดทับเป็นเวลานานได้


วิธีแก้ คือ เมื่อเริ่มรู้สึกชาไม่มีแรงตามนิ้ว มือ และแขน ให้รีบหาลูกดิ่งหรือโยโย่มาเล่นทันที จะช่วยให้นิ้ว มือ และแขนได้ขยับเขยื้อน เคลื่อนไหว เลือดลมไหลเวียนไปเลี้ยงได้สะดวก และคลายตัวจากการล๊อก

วิธีป้องกัน พยายามลดการใช้เมาส์ลง แล้วหันมาใช้คีย์บอร์ดแทน

ลองนำวิธีที่แนะนำไปปฏิบัติตามกันได้.

ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน


แอปเปิ้ลเป็นผลไม้ที่ทานแล้วมีประโยชน์มากมาย วันนี้เกร็ดความรู้มีประโยชน์อีกอย่างของแอปเปิ้ลมาบอกกัน...

ทราบหรือไม่ว่า แอปเปิ้ลมีประโยชน์ในการช่วยดับกลิ่น คือ นำไปวางไว้ในครัวในห้องรับแขกก็จะช่วยกำจัดกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ต่าง ๆ ได้ แล้วเมื่อเวลากินอาหารที่มีกลิ่นแรง ๆ อย่างเช่น กระเทียมหรือของหมักดอง ก็ให้รับประทานแอปเปิ้ลตามเข้าไปสักหนึ่งเสี้ยว แค่นี้ กลิ่นเหม็นก็จะหายไป เพราะแอปเปิ้ล มีสารบางอย่างที่สามารถเข้าไปทำลายและฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่อยู่ในปาก รวมถึงแอปเปิ้ลที่เข้าไปอยู่ในกระเพาะจะช่วยทำลายและฆ่าเชื้อแบคทีเรียอีก ด้วย

รู้อย่างนี้แล้ว ก็อย่าลืมทานแอปเปิ้ลหลังอาหาร จะได้ไม่มีกลิ่น.

Go to top